Monday, 18 May 2009

สบู่จากธรรมชาติ

มีคนถามบ่อยว่า สบู่ธรรมชาติคืออะไร มีอะไรกับอะไรบ้าง ทำอย่างไร และอย่างไรจึงเรียกว่าธรรมชาติ อย่างไรไม่ธรรมชาติ ครั้นพอบรรยายจริงจังเข้ากลับนั่งหลับ 55555

เมื่อไปสอนคนทำสบู่ ก็มีคนถามอีกว่า ไม่กลัวหรือว่าจะมีคู่แข่ง จึงตอบเสียงดังเล้ยยว่าไม่ อิอิ ไม่กลัวเลยค่ะ อยากให้คนทำเยอะๆ ด้วยซ้ำไป ทำเอง ใช้เอง แจกบ้างถ้ามีมาก แล้วก็จะได้ทั้งรอยยิ้ม และความประทับใจ โอ๊ยดี ๆ ทั้งนั้น อะไรที่เราทำเองกับมือ ใส่ส่วนผสมเองเห็นกับตา ย่อมดีที่สุดสำหรับตัวเราเอง และแน่นอนว่าใช้แล้วมั่นใจในคุณค่ายิ่งกว่าสิ่งที่เราไปซื้อไปหามา แต่..



ปัญหา มีอยู่ว่าใช่ว่าใครก็ทำได้ค่ะ คนใจร้อนจะทำไม่ได้ คนไม่มีสมาธิก็จะทำไม่ได้ดี การทำสบู่นั้นเป็นงานทำมือที่ทำแล้วใช่ว่าจะได้ดั่งใจทุกครั้ง เพราะการเกิดสบู่คือการทำปฏิกริยากัน ระหว่างน้ำ น้ำมัน และด่าง ในอัตราส่วนที่คำนวณแล้วว่าต้องเท่านี้เท่านั้น ถ้ามากหรือน้อยเกินไป ก็ไ่ม่เป็นสบู่ ต้องทิ้งไป หรือบางทีอัตราส่วนตรงเป๊ะ แต่อุณหภูมิ ของน้ำ+ด่าง และน้ำมัน ไม่พอดีกัน เขาก็ไม่เป็นสบู่ให้เรา นอกจากนี้ เมื่อทำแล้ว ต้องรอเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน ถึงจะนำสบู่ที่ทำไว้นั้นมาใช้ได้ ก่อนใช้ก็ต้องใช้กระดาษวัดค่า pH ก่อนด้วยนะ นี่ล่ะค่ะ เป็นขั้นตอนที่บอกได้ว่า ไม่หวงเลยที่จะเผยแพร่เพราะงานทำสบู่ไม่ใช่งานที่เหมาะสำหรับใครก็ได้ แต่ต้องเป็นใครที่มีใจที่จะทำเท่านั้น

ฉันจำได้ว่าตอนที่ฉันอยากทำ สบู่นั้น ต้องค้นตำหรับตำรามากมาย ซื้อหนังสือเยอะมาก เพราะหน้าฉันแพ้สบู่ และเครื่องล้างหน้าทุกอย่าง หน้ามันๆ ที่เมื่อล้างหน้าแล้วจมูกจะลอก แห้งตึง คัน เมื่อทาครีมก็จะแสบ เรื่องให้ขัดนั้นเลิกคิดไปได้เลย เพราะแค่สบู่ก็ลอกแล้ว ล้างหน้าด้วยน้ำเปล่าทุกเช้าทุกเย็น ก็คิดทุกเช้าเย็นเลยว่าทำสบู่ได้เองก็ดี ทำแบบที่ล้างหน้าสะอาดและหน้าไม่ลอก ต้องการแค่นี้จริงๆ

ดูสารคดี ท่องเที่ยว เมืองนอกเมืองนาเขาขายสบู่แฮนเมดกันตามตลาดนัดอย่างง่ายมาก หั่นๆ ห่อกระดาษแก้วแล้วขาย สบู่แฮนเมดน่าจะเป็นทางออกสำหรับผิวหน้าแพ้ง่ายอย่างฉัน เพราะสบู่แฮนเมด หรือสบู่ธรรมชาตินั้น ไม่ได้ถูกสกัดเอากลีเซอรีนออก ดังนั้นจึงมีคุณค่าการบำรุงมากกว่าสบู่ที่ทำด้วยระบบโรงงาน

สบู่ที่ ทำด้วยระบบโรงงานนั้น วิธีทำก็เหมือนๆ กันเพราะสบู่ทุกก้อนต้องเกิดจากการทำปฏิกริยากันของน้ำ ด่างและน้ำมัน และในขบวนการเกิดสบู่ก็จะได้กลีเซอรีนเป็นของแถมเช่นกัน แต่โรงงานจะมีการแยกเอากลีเซอรีนออกไปขาย เพราะตัวกลีเซอรีนนี้มีราคาแพง เมื่อถูกสกัดออกไปขาย ก็เหลือแต่สบู่เปล่าๆ ซึ่งต้องถูกนำไปฟอกให้ขาว ก่อนที่จะนำไปผสมสีตามต้องการ ผสมสารกันหืน ผสมน้ำหอมและสารจับกลิ่นให้ความหอมทนทาน ที่พูดมานี่เป็นเคมีกี่อย่างแล้วนี่ ที่ผสมอยู่ในสบู่ก้อนหนึ่ง ซึ่งฉันอาจแพ้ตัวใดตัวหนึ่งในสารพวกนี้แน่ๆ

การทำสบู่นั้น ก่อนอื่นต้องเลือกคุณสมบัติของส่วนผสมก่อน และส่วนใหญ่มักจะใช้น้ำมันหลายๆ อย่างรวมกัน เพราะคุณสมบัติของน้ำมันแต่ละชนิดนั้น จะมีผลต่อผิวต่างกัน และให้ฟองมากและน้อยต่างกันอีกด้วย เช่น น้ำมันมะพร้าวจะให้ฟองมาก แต่ค่าการชำระล้างก็สูงมากด้วยซึ่งจะมีผลทำให้ผิวแห้ง หรือน้ำมันมะกอกจะให้ฟองมาก ค่าการชำระล้างไม่มากไม่น้อย ใช้แล้วผิวนุ่มเนียนดี แต่ตัวน้ำมันนั้นแพงมาก เพราะเป็นของนำเข้ามาจากเมืองนอก อีกทั้งกลิ่นค่อนข้างแรง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน จะมีวิตามินอีมาก แต่สบู่ที่ได้จะนิ่ม และเป็นน้ำมันที่มีอายุสั้น นั่นคือ สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันนี้ มักจะอยู่ได้เพียงสามเดือนก็จะเกิดอาการมีกลิ่นหืน

น้ำมันงานั้นอุดม ด้วยวิตามินอีเช่นกัน มีคุณค่าทำให้ผิวนิ่มนวล และดีต่อผมด้วย สบู่ที่มีส่วนผสมของน้ำมันงา น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าวนั้น สามารถใช้ได้ทั้งล้างหน้า อาบน้ำและสระผมได้สะอาดหมดจด แต่อาจมีกลิ่นไม่น่าพิสมัยสักเท่าไหร่

น้ำมันปาล์มจะให้ฟองน้อย แต่ค่าการชำระสูง ให้สบู่ที่มีก้อนแข็ง ใช้เป็นสบู่ล้างจานหรือซักเสื้อผ้าได้สะอาดดี

น้ำมัน จากไขวัว ก็จะได้สบู่ก้อนแข็ง ค่าการชำระสูง เหมาะที่จะใช้เป็นสบู่ซักล้างได้ดีเช่นกันค่ะ น้ำมันหมูให้สบู่ก้อนสีขาว ให้ฟองน้อย ค่าการชำระล้างปานกลาง แต่ใช้แล้วผิวนุ่มดี

จะเห็นได้ว่า คุณสมบัติของน้ำมันต่างๆ จะมีข้อดีข้อด้อยต่างกัน จึงต้องเลือกผสม และทดลองทำไปทีละหน่อยสองหน่อยและจดบันทึกเอาไว้เพื่อสรุปผลว่าส่วนผสมไหน ที่ดีที่สุด

นอกจากนี้ ต้องคำนวนการใช้ด่าง หรือถ้าเป็นภาษาชาวบ้านเขาก็เรียกว่า โซดาไฟ ภาษากลุ่มคนทำเครื่องสำอาง เขาจะเรียก คอสเมติกโซดา ค่อยฟังดูไม่น่ากลัว อิอิ ยังมีอีกหลายชื่อค่ะ เช่น NaOH และ ถ้าเป็นภาษานักทำสบู่มักจะเรียกสั้น ๆ ว่าลายค่ะ Lye สะกดอย่างนี้ค่ะ แต่ไม่ต้องกลัวนะคะ สบู่ทุกก้อนล้วนแต่ต้องใช้โซดาไฟทั้งนั้นเลยขอบอก การทำสบู่คือการทำปฏิกริยาระหว่างน้ำ ด่าง และน้ำมัน ถ้าเขาทำปฏิกริยากันพอดีๆ ก็จะได้สบู่ และต้องพักไว้ถึง สาม - สี่สัปดาห์ เพื่อให้ฤทธิ์ของโซดาไฟหมดไป ทีนี้ก็จะได้สบู่ไว้ใช้ ไม่มีพิษมีภัยอะไรค่ะ

น้ำมันแต่ละชนิดที่นำมาใช้ทำสบู่นั้น ใช้จำนวนโซดาไฟมากน้อยต่างกันค่ะ (ดูตารางการใช้โซดาไฟ)

่เอา ล่ะ ลองมาทำสบู่กันดูสักหน่อย เป็นสบู่ก้อนแข็ง ชำระล้างได้ดี สามารถใช้ได้แบบอเนกประสงค์ คือใช้ได้ทุกอย่างตั้งแต่อาบน้ำ ล้างหน้า ล้างจาน ซักผ้า โอ้โห อเนกประสงค์จริงๆ เลย อิอิ แต่เป็นสบู่อายุสั้นสักนิดนะคะ ทำแล้วหากรู้สึกว่ามีมากไปใช้ไม่หมดในสามเดือน ควรแจกจ่ายให้เพื่อนฝูงญาติพี่น้อง หรือจะส่งมาให้คุณครูดูผลงานสักก้อนก็ได้ :D

เลือกใช้น้ำมันมะพร้าว 150 กรัม (ค่าการชำระล้างสูง และให้ฟองมาก ช่วยให้สบู่ได้สบู่ก้อนแข็ง)

น้ำมันปาล์ม 150 กรัม(ค่าการชำระล้างสูง ให้ฟองปานกลาง ช่วยให้ได้สบู่ก้อนแข็ง)

น้ำมันรำข้าว 200 กรัม (ค่าการชำระปานกลาง ให้ฟองปานกลาง ค่าการบำรุงผิวสูง มีวิตามินอี)

น้ำมันเมล็ดทานตะวัน 200 กรัม(ค่าการชำระปานกลาง ให้ฟองปานกลาง ค่าการบำรุงผิวสูงมาก มีวิตามินอี อายุสั้น)

ชั่ง น้ำมันให้ครบจำนวนใส่หม้อแสตนเลส (ถ้าเป็นหม้อตุ๋นแบบสองชั้นจะดีมาก) (ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร เอาหม้ออะไรก็ได้ แต่ถ้าเอาหม้ออะไรก็ได้ ต้องเอาหม้อนี้มาตั้งในกระทะ หรือกาละมังที่ใส่น้ำไว้ตั้งไฟไว้อีกชั้น )ลักษณะเหมือนการตุ๋นน้ำมัน เพราะจะต้องไม่ตั้งหม้อน้ำมันกับเตาไฟโดยตรง เพราะน้ำมันจะร้อนมากเกินไป อาจไหม้ได้ เราจะตั้งหม้อน้ำมันนี้ให้ได้ความร้อนเพียงประมาณ 60 องศาเท่านั้น

ตั้งหม้อน้ำมันตุ๋นไว้แล้ว ก็มาชั่งโซดาไฟ และชั่งน้ำให้ครบตามจำนวน

ซึ่งตามสูตรนี้ คำนวนแล้วจะใช้โซดาไฟ 94.75 กรัม ใช้น้ำ 700 คูณ .35 (35%ของน้ำมัน)= 245 กรัม

จาก นั้นค่อยๆ เทโซดาไฟใส่ในน้ำ(ค่อยๆ เทโซดาไฟลงในน้ำนะคะ จะใช้ช้อนสแตนเลสตักใส่น้ำก็ได้ค่ะ ห้ามเทน้ำลงบนโซดาไฟ เพราะอาจเกิดความร้อนอย่างรวดเร็วแล้วกระเด็นถูกมือ หรือถูกตาได้ค่ะ อันตรายมาก)

แล้วคนให้ละลายให้หมด อุณภูมิของน้ำจะร้อนขึ้นอย่างเร็ว และอาจมีควันขึ้น ควรมีที่ปิดจมูก คนให้โซดาไฟละลายให้หมด ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัดอุณภูมิน้ำละลายโซดาไฟ และน้ำมัน ให้ได้ 60 องศาเท่ากัน ยกหม้อน้ำมันออกจากเตา แล้วค่อยๆ เทน้ำละลายโซดาไฟลงในน้ำมัน แล้วคน(ด้วยพายพล้าสติก) ไปเรื่อยๆ คนๆๆๆๆๆ ไปอย่างใจเย็นๆ จนกระทั่งส่วนผสมข้นและเนียนเหมือนนมข้น

ถึงตอนนี้ หากจะใส่น้ำหอม ก็ใส่ในขั้นตอนนี้ค่ะ น้ำหอมที่ใช่ควรเป็นน้ำมันหอม ไม่ใช่น้ำหอมชนิดที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่นะคะ อัตราส่วนสำหรับน้ำหอมคือ 1 % สำหรับสบู่ที่ใช้กับใบหน้า และ 2 % สำหรับสบู่ที่ใช้กับร่างกาย หากจะใส่สมุนไพรจำพวกขมิ้นผง ควรใช้เพียง 1 % แต่ควรเลือกกลิ่นน้ำหอมที่จะไปกันได้กับกลิ่นสมุนไพรด้วยนะคะ ใส่แล้วคนไปอีกพักหนึ่ง แล้วจึงเทสบู่ใส่พิมพ์ หากหาพิมพ์น่ารักๆ มาใช้จะสนุกสนานในการทำมากยิ่งขึ้นค่ะ

รอสักวัน หรือสองวัน ให้สบู่แข็งตัวพอที่จะนำออกจากพิมพ์ได้ จึงนำออกจากพิมพ์ และผึ่งไว้ในที่ร่มที่มีลมพัดผ่านได้ คือไม่ควรเก็บไว้ในที่อับ จะทำให้เกิดราได้ค่ะ ควรพลิกสบู่ทุกวัน สบู่จะค่อยๆ แห้ง และแข็งตัวกว่าเดิม พอครบ สามสัปดาห์ เช็กค่า pH ด้วยกระดาษวัดค่า pH (หาซื้อได้ตามร้านขายเครื่องมือวิทยาศาสตร์) ค่าpH ที่ดีสำหรับสบู่โฮมเมด ควรอยู่ที่ 7-8 ถ้าค่าสูงกว่านี้ ควรนำไปใช้เป็นสบู่ซักล้าง ถ้าค่าพอดี ห่อด้วยกระดาษเก็บไว้ใช้ได้สามเดือนค่ะสำหรับสูตรนี้

0 comments: